ทำไมจึงต้องมีการ์ตูนอิคคิวซังเกิดขึ้น

ก็เพราะญี่ปุ่นเพิ่งได้ผ่านการแพ้สงครามโลกครั้งที่2 เป็นเวลา30กว่าปีโดยประมาณ เด็กญี่ปุ่นที่เกิดมาหลังสงครามก็มีบางคนอาจรู้สึกอยากแก้แค้นให้บรรพบุรุษที่เคยพ่ายแพ้ก็เป็นได้ (สายเลือดชาตินิยมสูง)
-การที่มีการ์ตูนอิคคิวซังออกมานั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อย้ำสอนให้เด็กญี่ปุ่นให้รู้จักการให้อภัยกับความพ่ายแพ้ที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศของตน และหันมาเอาชนะด้วยปัญญาอย่างสร้างสรรค์ดีกว่าการใช้อาวุธออกมาประหัตประหารกันในสงครามครับ ทำให้ญี่ปุ่นจึงเอาชนะอเมริกาด้วยการค้าและการตลาดเป็นต้น
-เขาสอนให้เห็นแก่ความสงบสุขของชาติมากกว่าความแค้นส่วนตัวที่เป็นความโง่ไร้ปัญญาทำลายชาติ
ขอบคุณบทความดี ดีจาก http://akelovekae.blogspot.com/2009/04/1.html

เรื่องจริงของ "อิ๊กคิวซัง"


เรื่องจริงของ "อิ๊กคิวซัง"

ท่านมีชื่อในวัยเด็กว่า "เซนงิกามารุ" เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1349 (พ.ศ.1892) เมืองซะกะโน ใกล้เมืองเกียวโต
"อิ๊คคิวซัง" มีพ่อเป็นจักรพรรดิฝ่ายเหนือ ส่วนมารดา ที่การ์ตูนเรียก"ท่านแม่"ของเณรน้อย เป็นเจ้าหญิงในราชวงศ์ฝ่ายใต้ และถูกขับจากวังตั้งแต่อิ๊กคิวซังยังไม่คลอด
สาเหตุที่"ท่านแม่" ที่เป็นเจ้าหญิงถูกขับออกจากวัง เพราะถูกฝ่ายตรงข้ามใส่ร้ายป้ายสี

วัดอังโกะกุจิ

"ท่านแม่"ทรงให้"อิ๊กคิวซัง"บวชที่วัดอังโกะกุจิ เมื่ออายุ 6 ขวบ เพื่อหนีภัยการเมือง
ซึ่งเณรน้อยได้ฉายาตอนนั้นว่า "ชูเคน"

เมื่อบวชเป็นเณร อิ๊คคิววังตั้งอกตั้งใจศึกษาพระธรรม และฉายแวว"คนเจ้าปัญญา" มากขึ้นตามอายุ
เมื่ออายุประมาณ 10 ขวบ อิ๊กคิวซังแต่งกลอนวิพากษ์วิจารณ์ความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของพระภิกษุนิกาย หนึ่ง ที่มีพฤติกรรมกอบโกยทรัพย์สิน หลงไหลยศฐาบรรดาศักดิ์บนความทุกข์ยากของชาวบ้าน

กระทั่งอายุได้ 13 ปี "อิ๊คคิวซัง" จึงมีโอกาสเข้าพบแม่ทัพใหญ่ในยุคนั้น คือ"อาซิคะงะโยชิมิสึ"
เป็นแม่ทัพคนเดียวกับที่ปรากฎในการ์ตูนคือ"ท่านโชกุน"นั่นเอง

เมื่ออายุได้ 17 ปี "อิ๊กคิวซัง" ออกจากวัดอังโกะกุจิแล้วไปฝากตัวเป็นศิษย์ของ "หลวงพ่อเคนโอ"ที่วัดไซกอนจิ พร้อมได้ฉายา"โชจุน"
ที่วัดแห่งนี้ หลวงพ่อเคนโอ เน้นการปฏิบัติธรรม โดยพระและเณรในวัด ต้องทำงานหนัก และอยู่กับสิ่งสกปรกเสียส่วนใหญ่

เมื่อหลวงพ่อเคนโอมรณภาพ
"อิ๊กคิวซัง" จึงเดินทางไปวัดอิชิยามา และปฏิบัติธรรมด้วยการอดอาหาร 7 วัน 7 คืน พร้อมสวดมนต์อุทิศส่วนบุญส่วนกศลให้อาจารย์ต่อหน้าพระโพธิสัตว์
มีเรื่องเล่ากันว่า การมรณภาพของหลวงพ่อเคนโอ ทำให้อิ๊คคิวซังเสียใจมาก ถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย

"อิ๊คคิวซัง" ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการเดินลงไปในแม่น้ำเซตะ พร้อมตั้งจิตอธิษฐานจิตว่า
"ถ้าพระโพธิสัตว์ต้องการให้ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ ก็ขอให้ข้าพเจ้าฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ แต่หากชีวิตข้าพเจ้าไร้ซึ่งคุณค่าเสียแล้ว ข้าพเจ้าขออุทิศสังขารให้เป็นอาหารของปลาและสัตว์น้ำ"

ระหว่างที่ดำดิ่งลงในท้องน้ำ "อิ๊กคิวซัง" พลันนึกถึงใบหน้า"ท่านแม่" และรำลึกถึงคำสอนของท่านขึ้นมา
คำสอนนั้นคือ "เป็นลูกผู้ชายต้องไม่ย่อท้อ"
"อิ๊กคิวซัง" จึงตะเกียกตะกายกลับขึ้นฝั่ง

เมื่อท่านอายุได้ 23 ปี "อิ๊คคิวซัง" จึงไปฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อคะโซ แห่งวัดโคอัน พร้อมได้ฉายาใหม่เป็น"พระโซจุน"
หลวงพ่อคะโซ เป็นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ แต่พอใจที่จะใช้ชีวิตอย่างสมถะและพอใจในวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและหนักหน่วง
ดังนั้น เมื่อมาอยู่ที่วัดแห่งนี้ อิ๊กคิวซังจึงต้องทำงานทั้งวัน และปฏิบัติธรรมอย่างหนักหน่วง
นอกจากใช้แรงงานในวัดแล้ว อิ๊กคิวซังยังต้องสานรองเท้า เย็บเสื้อผ้าตุ๊กตาผู้หญิง รวมทั้งออกไปขายแรงงานในหมู่บ้านละแวกนั้น
ที่สำคัญคือ อิ๊คคัวซังโดนพระรุ่นพี่ที่ไม่ชอบหน้ากลั่นแกล้ง ทำร้าย เตะต่อยอยู่เสมอ แต่ท่านก็อดทน

ในที่สุด ความเพียรพยายามที่จะค้นหาสัจธรรมของท่านอิ๊คคิววังก็สำเร็จ
โดยสามารถแก้ปริศนาธรรมที่หลวงพ่อคะโซตั้งไว้ได้ขณะมีวัยเพียง 25 ปีเท่านั้น
และ"พระโชจุน"ก็ได้รับฉายาใหม่ว่า "อิ๊กคิว โซจุน" ซึ่งหมายความว่า "รู้พ้นจากโลกสมมติตามบัญญัติของลัทธิเซน"

รูปปั้นอิ๊คคิวที่วัด Ikkyuji Temple

ตำนานญี่ปุ่นระบุว่า "อิ๊กคิวซัง" น่าจะเป็นพระภิกษุที่บรรลุธรรมเมื่ออายุยังน้อยที่สุดรูปหนึ่งในพระพุทธศาสนา
เพราะท่านสามารถบรรลุธรรมในขณะที่นั่งสมาธิบนเรือริมฝั่งทะเลสาบ
"เหตุแห่งความทุกข์และความเศร้าหมองที่เกิดขึ้นในชีวิต ล้วนเกิดจากจิตที่เต็มไปด้วยอัตตา"
นี่คือคือแก่นธรรมที่ท่านอิคคิวค้นพบ !!!

ในหนังสือ"ปล่อยวางอย่างเซน" ของคุณละเอียด ศิลาน้อย ได้กล่าวถึงการสอนธรรมของท่านอิ๊คคิวซังไว้
โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ท่านนินากาวะจะจากไป (ตาย) ซึ่ง"อิ๊กคิวซัง"ได้แวะมาเยี่ยมแล้วถาม "จะให้ผมนำทางให้ไหม?"
นินากาวะตอบ "ฉันมาที่นี่แต่เพียงลำพังคนเดียว และฉันก็จะไปคนเดียว คุณจะช่วยอะไรฉันได้?"
อิ๊กคิวซังจึงตอบกลับไปว่า " ถ้าคุณคิดว่าคุณมาและไปจริงๆ แล้วนั่นเป็นโมหะ (ความหลงผิด) ของท่านละ ขอให้ผมได้แสดงทางซึ่งไม่มีการมาและไม่มีการไปให้ท่านดูสักหน่อยเถิด"
ด้วยคำพูดเพียงเท่านี้ "อิ๊กคิวซัง" ก็ได้ช่วยเปิดเผยเส้นทาง (แห่งธรรม) ให้แก่นินากาวะ ทำให้นินากาวะยิ้มแล้วจากไปอย่างสงบ

ความเรื่อง"อิ๊กคิวซัง"บรรลุแก่นธรรมทราบถึง"หลวงพ่อคะโซ" ทำให้ท่านประสงค์จะมอบใบสำเร็จเปรียญธรรม และตำแหน่งเจ้าอาวาสให้อิ๊กคิวซังสืบทอด
แต่"อิ๊กคิวซัง"ปฏิเสธ !!!
ท่านให้เหตุผลว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งสมมติ"
ท่านจึงออกธุดงค์

กระทั่งอายุ 34 ปี "อิ๊กคิวซัง" จึงมีโอกาสเข้าเฝ้าท่านพ่อ ซึ่งเป็นองค์จักรพรรดิ

และเป็นช่วงที่ท่านถูกกล่าวถึง และเป็นที่ขยาดหวาดกลัวและเกลียดชังจากภิกษุด้วยกัน
เพราะท่านไม่พอใจกับการ"ยึดติด"ของบรรดาพระทุกรูป

ครั้งหนึ่ง "อิ๊กคิวซัง" ไปร่วมงานครอบรอบวันมณภาพของพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งด้วยสภาพมอมแมมสกปรก จีวรหลุดลุ่ย และด่าทอพระที่มือถือสากปากถือศีล
เนื่องเพราะมีพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่จำนวนมากที่ทำตัวเคร่งพระวินัย ถึงขนาดบอกว่าผู้หญิงเป็นมารศาสนา
แต่เบื้องหลังกลับลักลอบให้แม่เล้านำโสเภณีมาบำเรอถึงในกุฏิ
ท่านด่าทอพระผู้มีอิทธิพลมีหลายรูป ที่หลอกชาวบ้านว่าจะสามารถบรรลุธรรมได้หากบริจาคปัจจัยให้พระมากๆ รวมทั้งทำทุกอย่างที่ถือว่าเป็นอาบัติ ทั้งดื่มสุรา เล่นการพนัน ฉันเนื้อสัตว์ ไม่โกนผมและไว้หนวดเครา รวมถึงเดินเข้าออกซ่องโสเภณีอย่างเปิดเผย

วัดคิมิโอชิ

โดยส่วนตัว "อิ๊กคิวซัง" ก็คบหาและปฏิบัติกับโสเภณีอย่างเปิดเผยสุภาพและให้เกียรติ
ท่านเคยแบ่งส้มจากบาตรให้โสเภณีอดอยากทาน
เคยปีนเขาเสี่ยงตายไปหาสมุนไพรมารักษาโสเภณีที่ป่วยหนักแม้ว่าจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

กระทั่งเมื่อท่านอายุได้ 75 พรรษา ระหว่างที่ธุดงค์เร่ร่อนหลบภัยสงครามในประเทศไปอยู่ที่เมืองซึมิโยชิ
ท่านได้พบกับ"โมริ" ศิลปินขอทานตาบอด และท่านได้รับนางเป็นภรรยา
ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันคืนเดียว "โมริ" ก็หนีไปเพราะเกิดความอับอายและเกรงว่าตนจะทำให้ท่านอิ๊กคิวซังเสื่อมเสียชื่อเสียง
แต่นางก็กลับมาหาอิ๊กคิวอีกหน เพราะไม่สามารถดำรงชีวิตลำพังได้ในสภาวะสงคราม

เมื่ออายุได้ 85 ปี จักรพรรดิทรงแต่งตั้งให้"อิ๊กคิวซัง" เป็นเจ้าอาวาสวัดไดโตะกุจิ ซึ่งเป็นวัดหลวงที่สำคัญที่สุดในสมัยนั้น เมื่อไม่สามารถขัดพระราชประสงค์ได้ อิ๊กคิวซังจึงยอมรับตำแหน่ง
แต่ท่านรับตำแหน่งเพียงแค่วันเดียวก็ลาออก และกลับไปอยู่วัดเมียวโชจิ ที่ท่านสร้าง
"อิ๊คคิวซัง" มรณภาพหลังจากกลับมาอยู่วัดเมียวโชจิได้เพียง 2 ปี
โดยท่านป่วยเป็นมาลาเรีย และละสังขารในท่านั่งสมาธิในอ้อมกอดของโมริ ภรรยาของท่าน
ในเวลา 21 พฤศจิกายน ค.ศ.1481(พ.ศ.2024)
"อิ๊คคิวซัง" มรณภาพเมื่ออายุ 88 ปี

http://webboard.yenta4.com
http://www.hotelier.in.th

จากจดหมายของอิคคิวที่เขียนถึงท่านแม่

จากจดหมายของอิคคิวที่เขียนถึงท่านแม่
ประทับใจมากค่ะ

“ท่านแม่ครับ สบายดีหรือเปล่า ?
เมื่อคืนผมเห็นดาวดวงหนึ่ง ส่องแสงสุกใสอยู่บนปลายยอดสนซีด้าร์
เวลามองดาวดวงนั้น ผมรู้สึกถึงความอ่อนโยนของท่านแม่
ผมบอกกับดวงดาวนั้นว่า ผมเป็นลูกผู้ชาย ดังนั้นผมจะไม่ท้อแท้
ถ้าเมื่อใดที่ผมเหงา ผมจะเขียนมาคุยด้วยอีก
แค่นี้นะครับ แล้วจะเขียนจดหมายไปหาท่านแม่อีก

อิ๊กคิว


ท่านแม่ครับ สบายดีหรือเปล่า ?
เมื่อวานนี้ที่วัดของเรา มีคนที่หมู่บ้านข้างๆเอาลูกแมวตัวน้อยมาให้
เจ้าแมวน้อยร้องไห้เพราะว่ายังติดแม่ของมันอยู่
ผมบอกกับมันว่าอย่าร้องไห้เลย เจ้าจะไม่เหงาหรอก
เป็นลูกผู้ชายหรือเปล่า อดทนไว้ วันหนึ่งเจ้าจะได้เจอแม่แน่นอน
แค่นี้นะครับ แล้วจะเขียนจดหมายไปหาท่านแม่อีก

อิ๊กคิว”

http://www.baanmaha.com/community/22778-อิ๊กคิวซัง.html

เพลงตอนจบอิ๊กคิวซัง

Haha ue sama Ogenki desu ka.
ท่านแม่ครับ สบายดีหรือเปล่าครับ
Yuube sugi no kozue ni akaruku hikaru hoshi hitotsu mitsukemashita.
เมื่อคืนนี้ผมพบดวงดาวสุกสกาวดวงหนึ่ง บนยอดสนญี่ปุ่น
Hoshi wa mitsumemasu.
Haha ue no yoo ni Tottemo Yasashiku
ดาวดวงนั้นจ้องมองผมอย่างอ่อนโยนราวกับท่านแม่
Watashi wa hoshi ni hanashimasu.
ผมพูดกับดาวดวงนั้น
kujikemasen yo. Otoko no ko desu.
ไม่ท้อหรอกครับ ผมเป็นเด็กผู้ชาย
sabishiku nattara hanashi ni kimasu ne
หากผมรู้สึกเหงา จะมาคุยอีก
itsu ka tabun
sore dewa mata
สักวันหนึ่ง อาจจะ ถ้าเช่นนั้น
asayorishimasu
Haha ue sama
จะส่งข่าวอีก ท่านแม่
Ikkyuu
อิ๊กคิว..

Haha ue sama Ogenki desu ka.
ท่านแม่ครับ สบายดีหรือเปล่าครับ
Kinou otera ni konekoga
Tonari no otera ni morawarete ikimasita.
เมื่อวานลูกแมวที่วัดถูกยกไปให้หมู่บ้านข้างๆ
Konekoha nakimashita
ลูกแมวร้องไห้..
Kasanneko ni shigamituite Watasi ha iimasita
เกาะติดแม่แมวแน่น ผมพูดว่า
Nakuno ha oyoshi samisikunaisa
นิ่งซะ ไม่เหงาหรอกน่า
Otokonokodaro kaasan ni aeruyo
เป็นเด็กผู้ชายใช่ไหม จะได้พบแม่นะ
Ituka kitto
Sorede ha mata
สักวันหนึ่ง แน่นอน ถ้าเช่นนั้น
otayori simasu Hahauesama
จะส่งข่าวอีก ท่านแม่
ikkyuu
อิ๊กคิว

คินคาคูจิ วัดวิหารทองใน ‘เณรน้อยเจ้าปัญญา’

คินคาคูจิ วัดวิหารทองใน ‘เณรน้อยเจ้าปัญญา’ วิหารทองแห่งนี้ ปิดด้วยทองคำบริสุทธิ์สีทองแวววาว!!



คินคาคูจิ หรือ วัดวิหารทอง มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘วัดโระคุงอนจิ’ ซึ่งมีความหมายว่า วัดสวนกวาง เป็นวัดที่วิจิตรงดงามอีกแห่งหนึ่งในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น จนองค์การยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลกในปี 1994

วิหาร หลังงามแห่งนี้ แต่เดิมเคยเป็นที่ดินของไซออนจิ คิซูเนะ (ค.ศ.1171-1244) หลังจากนั้นก็ตกเป็นของท่านโชกุน โยชิมิตสึ อาชิคางะ ที่คุ้นหูในการ์ตูนเรื่องอิกคิวซังนั่นเอง ซึ่งขณะนั้นท่านโชกุนโยชิมิตสึได้ใช้วัดแห่งนี้เป็นที่พักผ่อน และรับรองแขกสำคัญ เช่น จักรพรรดิโคมัตสึ พระบิดาของ อิกคิวซัง ต่อมาในปี 1419 บุตรชายของโชกุนอาชิคางะได้เปลี่ยนแปลงให้เป็นวัดนิกายเซน สายรินไซ

ภาย ในคินคาคูจินั้น แต่เดิมครั้งยังเป็นสถานที่ตากอากาศ ของท่านโชกุน มีอาคารหลายแห่งปรากฏอยู่ อย่างเช่นรูปจำลองของประสาทชิชิน-เดน แต่เมื่อได้เปลี่ยนเป็นวัดแล้ว จึงถูกรื้อถอนออกไป แต่ตอนนี้แม้จะไม่มีอาคารอื่นๆ ให้เห็น แต่สวนและต้นไม้รอบๆ คินคาคูจินั้น ก็ยังคงสภาพดั้งเดิมเช่นเมื่อร้อยกว่าปี

บรรยากาศร่มรื่นต้อนรับ ผู้ไปเยือนตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ตัววัด ด้านขวามือเป็นเขตของพระและฮอนโด ซึ่งเป็นวิหารหลัก และมีต้นคาเมลเลียที่พระจักรพรรดิโก มิซูโนโอะ ทรงปลูกไว้ ประดับอยู่ด้านหน้าหอ หลังจากที่เดินไปตามทางตลอดแนวของต้นไม้ ก็จะเห็นประตูกลาง หรือชูมอง ซึ่งด้านขวาจะมีก้อนหินรูปเรือขนาดใหญ่ประดับอยู่ ส่วนด้านซ้ายจะเป็น ส่วนของหอระฆัง หรือที่เรียกว่า ‘โชโร’ เมื่อเดินไปจนสุดก็จะพบกับประตูจีน หรือคารามอน

เมื่อเดินผ่านประตูจีนเข้าไป ก็จะเห็นภาพที่สวยงามที่สุด นั่นก็คือ สระกระจก ที่สะท้อนภาพศาลาทองอร่ามชัดเจน สระกระจก ถูกออกแบบให้เป็นสระน้ำบนสรวงสวรรค์ ภาย ในสระมีดอกบัว และยังมีเกาะเล็กๆและก้อนหินโผล่พ้นขึ้น มาเหนือน้ำ ซึ่งก็เปรียบเป็นมหาสมุทร 8 แห่ง และภูเขา 9 ลูก ในตำนานของเซน

ทิวทัศน์ เหล่านี้เป็นเสน่ห์จูงใจให้ผู้มาพบเห็นเกิดความสงบและศรัทธา โดยเฉพาะในหน้าหนาว จะเห็นใบไม้และต้นไม้เปลี่ยนเป็นสีแดงและสีส้ม ส่วนในฤดูหนาวทุกสิ่งทุกอย่างจะปกคลุมไปด้วยหิมะ เห็นเป็นสีขาวโพลน

ส่วนวิหารทองนั้น นับว่าเป็นจุดที่ดึงดูดใจผู้ที่มาพบเห็นเป็นที่สุด เป็นอาคาร 3 ชั้น ตั้งตระหง่านด้วยความสูง 12.8 เมตร กว้าง 10 เมตร และยาว 15.2 เมตร แต่ละชั้นมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ต่างกันไป

สำหรับชั้นแรกของวิหาร เรียกว่า ‘โฮซุยอิน’ ตกแต่งสไตล์ชินเดน-ซูคูริ เป็นห้องโถงขนาดใหญ่และมีระเบียงไม้ล้อมรอบแบบพระราชวังสมัยนั้น พื้นที่ส่วนนี้ใช้เป็นส่วนต้อนรับแขกสำคัญ

ชั้นที่ 2 ถูกออกแบบในสไตล์บ้านของซามูไร หรือเรียกว่า ‘โชฮอนโด’ ซึ่งท่านโชกุนจะใช้เป็นที่ประชุม หรือพบปะกับแขกผู้มีเกียรติ ผนังของห้องตกแต่งด้วยภาพวาดของ คาโน่ มาซาโนบุ ในยุค 1434-1530

ส่วนชั้นที่ 3 เรียกว่า ‘คูเคียวโช’ เป็นรูปแบบวัดนิกายเซน มีพื้นที่เพียง 23 ตารางฟุต ซึ่งเป็นที่ที่ท่านโชกุนใช้พบ ปะกับเพื่อนสนิทเพื่อดื่มน้ำชา การตกแต่งของชั้นนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะของจีน มีขอบหน้าต่างเป็นรูประฆัง มีพระพุทธรูป 3 องค์ประทับอยู่

ชั้นที่ 2 และ 3 ใช้ขั้นตอนที่เรียกว่า อูรูชิ เป็นการทาเคลือบวัสดุตามแบบของญี่ปุ่น เพื่อเป็นการรักษาและเชื่อมวัสดุเข้าด้วยกัน แล้วใช้แผ่นทองคำน้ำหนักรวม 20 กก. ปิดทับรวม 5 ชั้น สร้างความโอ่อ่าอลังการเป็นอย่างมาก วิหารทองแห่งนี้ยังเป็นตัวแทนของการรวมวัฒนธรรมระหว่างญี่ปุ่นกับจีนได้เป็น อย่างดี เนื่องจากโชกุน โยชิมิตสุ ชื่นชอบ วัฒนธรรมและศิลปะของจีนเป็นพิเศษ

แม้ความงามของวิหารทองแห่งนี้ จะถูกสร้างขึ้นด้วยแรง ศรัทธา แต่ก็ถูกเผาทำลายหลายครั้งในระหว่างสงครามโอนิง และครั้งหนึ่งวิหารถูกเผาจากฝีมือของพระในวัดวัย 21 ปี และเมื่อถูกจับได้ ก็ยอมสารภาพว่า ตัวเองอยากตายในกอง เพลิงพร้อมกับวิหารสีทองแสนสวยแห่งนี้ และวิหารที่เห็นใน ปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่ตามรูปแบบเดิมเมื่อปี พ.ศ.2498

นอกจากวิหารทองและสระกระจกแล้ว ใกล้ๆกันยังมีน้ำตกและจุดกำเนิดน้ำแร่ธรรมชาติ ที่ท่านโชกุนนำไปชงชา มีเรือนน้ำชา สวนญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนว่าใครไปเยือนก็ต้องตื่นตาตื่นใจไปกับวิวทิวทัศน์อันสวยงาม และความระยิบระยับของวิหารทองแห่งนี้

พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เคยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือน วัดคินคาคูจิและอุทยาน ในคราเสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่าง เป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2506 ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยวิหารแห่งนี้เป็นอย่างยิ่งและเมื่อวัน ที่ 7 เมษายน พ.ศ.2550 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ก็ได้เสด็จเยือนวัดแห่งนี้ด้วย


http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=10475
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=431731

ตุ๊กตาไล่ฝน

ตุ๊กตาไล่ฝน
ภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า เทรุเทรุโบซุ (照る照る坊主)(teriteribouzu)
เทรุเทรุ แปลว่า ส่องแสง ส่องสว่างก็ได้ (to shine)
หรือจะแปลว่า อากาศที่ดี ( fine weather)ก็พอได้
ส่วนโบซุ แปลว่า เด็กหัวล้าน เด็กหัวโล้น
หรือจะหมายถึง พระในพุทธศาสนาที่ต้องโกนหัวก็ได้ส่วนวิธีทำตุ๊กตาไล่ฝนก็คือ ใช้ผ้าหรือกระดาษ สีขาว ที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส
หาลูกกลมไม่ใหญ่นักอะไรก็ได้จะเป็นลูกบอลหรือจะเป็นกระดาษทิชชูก็ยังไหว
เอาวางตรงกลาง แล้วก็รวบ ผ้าเข้าหากกัน
เอาเชือกเป็นคอ ก็จะได้เป็นรูปเป็นร่างแระตอนนี้ถ้าเอาไปแขวนข้างนอกเลย ก็ถือว่าไม่มีประโยชน์อะไร
เพราะยังไม่ได้วาดหน้าให้มัน เมื่อวาดหน้าแล้วก็เอาไปแขวนได้โดยเด็กๆ จะเชื่อว่า เมื่อแขวนที่ระเบียงบ้าน หรือ กรอบหน้าต่างแล้ว
ฝนที่ตกอยู่จะหายในวันรุ่งขึ้น และอากาศจะดีด้วยตุ๊กตาไล่ฝนนี่เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยเอโดะได้

http://learners.in.th/blog/maymery/117429